2022




วช. ห่วงใยแม่และลูกน้อย มอบรางวัลนวัตกรรม “Walk for Fun มหัศจรรย์เครื่องช่วยเดิน” ระดับดี แก่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ที่ผ่านมา




สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

มอบรางวัลให้แก่ นางสาวธัญวรัตน์ นาคแก้ว และคณะ แห่ง วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี จากผลงานการประกวดระดับปริญญาตรี รางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565 รางวัลระดับดี ให้กับผลงานเรื่อง “Walk for Fun มหัศจรรย์เครื่องช่วยเดิน” ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 (Thailand Research Expo 2022)” เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2565 ซึ่งงานดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 

1 – 5 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร



ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านวิจัยและนวัตกรรม โดยการให้รางวัลประกาศเกียรติคุณหรือยกย่องบุคคลหรือหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 (Thailand Research Expo 2022)” ครั้งที่ 17 นี้ ได้มีการประกวด “ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565” เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในสถาบันการศึกษา ซึ่งมีการมอบรางวัลผลงานจากการประกวด 2 ประเภท ได้แก่ 1) รางวัลการเขียนข้อเสนอผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565 และ 2) รางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565 โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร 2. ด้านการสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3. ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัจฉริยะ 4. ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และ BCG Economy Model และ 5. ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยการเสริมสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะเทคนิคด้านนวัตกรรม กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้นิสิต/นักศึกษาเข้าใจและเห็นถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่มีคุณภาพ ศักยภาพ และกลายเป็นบุคลากรทางการวิจัยของประเทศต่อไป 



นางสาวธัญวรัตน์ นาคแก้ว แห่ง วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี กล่าวว่า ผลงานนวัตกรรมได้แรงบันดาลใจในการพัฒนามาจากกระแตเวียน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านทำจากไม้ไผ่ โดยจะปักแกนหมุนลงบนดินและมีที่สำหรับมือจับ เพื่อให้เด็กเกาะและฝึกเดินเป็นวงกลมรอบแกนไม้ที่ปักไว้ 

จากการศึกษาพบว่า เด็กที่ฝึกเดินด้วยกระแตเวียนจะเดินเป็นวงกลมเล็ก ๆ และในระยะทางที่สั้น ๆ ที่สำคัญคือ ไม่มีระบบความปลอดภัยโดยหากเด็กทิ้งตัวลงนั่งก้นจะกระแทกพื้น ส่วนคางก็จะกระแทกกับด้ามที่เด็กจับ ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้





ทางทีมผู้พัฒนาจึงนำรูปแบบของกระแตเวียนมาต่อยอดโดยผสมผสานกับรถหัดเดินที่มีขายตามท้องตลาด พัฒนามาเป็น “Walk for Fun มหัศจรรย์เครื่องช่วยเดิน” เพื่อให้เด็กวัยหัดเดินฝึกเดินอย่างถูกวิธี ลงน้ำหนักอย่างเต็มฝ่าเท้า ทำให้พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor) เป็นไปตามวัยอีกทั้ง


ผลงานวัตกรรมนี้มีน้ำหนักเบาสามารถพับเก็บได้ทำให้สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย นวัตกรรม “Walk for Fun มหัศจรรย์เครื่องช่วยเดิน”มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ 1. ตัวรถ ถูกออกแบบมาให้เปลี่ยนขนาด

ของเบาะนั่งและปรับความสูงได้ 8 ระดับตามขนาดเด็ก มีการเสริมแผ่นเหล็กกลมที่ฐานรถและมีระบบเบรคเมื่อเด็กจะใช้เท้าไสรถไปข้างหน้าเพื่อป้องกันรถพลิกคว่ำ 2. รองเท้าติด force sensor เพื่อตรวจจับการ

ลงน้ำหนักเท้าในการเดิน โดยหากเด็กเดินอย่างถูกต้อง คือมีการลงน้ำหนักอย่างเต็มฝ่าเท้า force sensor 

จะส่งสัญญาณไปยังกล่องรับสัญญาณและส่งต่อไปยัง Google sheet  ทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถติดตามและประเมินพัฒนาการของลูกได้อย่าง Real time และย้อนหลังจากจำนวนก้าวที่เพิ่มขึ้นใน Google sheet นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้กับเด็กที่มีความผิดปกติด้านการเดินอื่น ๆ ที่ช่วยให้แพทย์สามารถติดตามพัฒนาการด้านการเดินได้จาก Google sheet โดยลดความถี่ในการเดินทางเพื่อไปฝึกเดินหรือพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายของครอบครัว ลดต้นทุนในการรักษาในระบบสุขภาพ ลดความแออัดในโรงพยาบาล อีกทั้ง เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดูแลเด็ก และสนับสนุนระบบ Telemedicine อีกด้วย นับได้ว่าเป็นผลงานนวัตกรรมในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรม 

“Walk For Fun มหัศจรรย์เครื่องช่วยเดิน” เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัวให้ดีขึ้น เปรียบเสมือนความห่วงใยจากพ่อแม่ที่มีให้ไม่มีวันสิ้นสุด

   





 ม.รังสิต เจ๋ง! คว้าถ้วยรางวัลชนะเลิศ ระดับดีเด่น การประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา จากผลงาน “ผิวหนังเทียมจากเจลาติน” ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ปี 65 ที่ผ่านมา





สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบรางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565 ระดับปริญญาตรี ระดับดีเด่น รางวัลการเขียนข้อเสนอโครงการนวัตกรรม ระดับปริญญาตรี ระดับดี พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญทอง ด้านการสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีการแพทย์ ประจำปี 2565  ให้กับผลงานนวัตกรรม “ผิวหนังเทียมที่ทำจากเจลาตินเมทาคริโลอิลและเซลล์ต้นกำเนิดผสมโกรทแฟคเตอร์ด้วยเทคนิคการพิมพ์ชีวภาพสามมิติสำหรับการรักษาแผล” ของนายกิติพงษ์ ปาสาณพงศ์ นางสาวนพวรรณ เจริญพานิช และนายดนุพัฒน์ วิไลรัตนาภรณ์ นักศึกษาจากวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต จากการประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565 ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 (Thailand Research Expo 2022)” เมื่อวันที่ 1 – 5 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร



ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านวิจัยและนวัตกรรม ในการให้รางวัลประกาศเกียรติคุณหรือยกย่องบุคคลหรือหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 (Thailand Research Expo 2022)” ครั้งที่ 17 ได้มีการมอบรางวัลผลงานจากการประกวด 2 ประเภท ได้แก่ 1. รางวัลการเขียนข้อเสนอผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565 และ 2. รางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565 โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร 2) ด้านการสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3) ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัจฉริยะ 4) ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และ BCG Economy Model และ 5) ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในสถาบันการศึกษา โดยเสริมสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะเทคนิคด้านนวัตกรรม กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้นิสิต/นักศึกษาเข้าใจและเห็นถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่มีคุณภาพ ศักยภาพ และกลายเป็นบุคลากรทางการวิจัยของประเทศต่อไป




นายกิติพงษ์ ปาสาณพงศ์ นักศึกษาหลักสูตร 4+1 (ปริญญาตรีควบโท) ของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เจ้าของผลงาน กล่าวว่า ในปัจจุบันมีผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บบริเวณผิวหนัง ชนิดเรื้อรังเป็นจำนวนมากถึง 77 - 154 ล้านคนต่อปี นับว่าเป็น 1 - 2% ของจำนวนประชากรโลก โดยแนวทางในการรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยเหล่านี้ต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำการผ่าตัดรักษาร่วมกับการใช้ยารักษา ในบางกรณีอาจต้องนำผิวหนังจากบริเวณส่วนอื่นของร่างกายทำเป็นกราฟท์ผิวหนัง ซึ่งวิธีการรักษาดังกล่าวนั้นทำให้เกิดบาดแผลที่บริเวณอื่นเพิ่มขึ้นเป็นการสร้างความเจ็บปวดเพิ่มให้กับผู้ป่วย นักวิจัยจึงมีแนวคิดที่จะสร้างผิวหนังเทียม สำหรับการรักษาแผลและการฟื้นฟูผิวหนัง ซึ่งอาศัยหลักของวิศวกรรมเนื้อเยื่อ (Tissue Engineering) ในการสร้างผิวหนังเทียมที่มีชีวิตขึ้นด้วยการนําหมึกพิมพ์ชีวภาพชนิดเจลาตินเมทาคริโลอิล (Gelatin Methacryloyl) ที่มีสารตั้งต้นจากเจลาตินเป็นวัสดุโครงเลี้ยงเซลล์นำมาผสมเซลล์ต้นกำเนิดหรือที่เรียกกันว่าสเต็มเซลล์กับเกล็ดเลือดไลเซท (Platelet Lysate) ซึ่งเป็นโกรทแฟคเตอร์ (Growth Factor) จากนั้นใช้เทคนิคการพิมพ์ชีวภาพแบบสามมิติ (3D Bioprinting) ในการขึ้นรูปเป็นผิวหนังเทียม ซึ่งการรักษาแผลและการฟื้นฟูผิวหนังด้วยผิวหนังเทียมนี้ สามารถออกแบบให้เหมาะสมกับลักษณะของแผลได้อย่างแม่นยำ สามารถทำซ้ำได้และมีความคงที่ ลดอาการบาดเจ็บซ้ำซ้อนจากวิธีการดั้งเดิม ถือว่าเป็นวิธีการรักษาบาดแผลแบบใหม่ที่มีคุณภาพและและทันสมัยที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ทุกคน





 สำหรับผลงานผิวหนังเทียมที่ทำจากเจลาตินเมทาคริโลอิลและเซลล์ต้นกำเนิดผสมโกรทแฟคเตอร์ด้วยเทคนิคการพิมพ์ชีวภาพสามมิติสำหรับการรักษาแผล มี ผศ.ดร.ณัฐพล ถนัดช่างแสง และ ผศ.ดร.ศนิ บุญญกุล 

อาจารย์ประจำห้องปฏิบัติการวัสดุชีวภาพและวิศวกรรมเนื้อเยื่อ แห่งวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งผลงานนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก รศ.ดร.นพ.ตุลยพฤกษ์ ถาวรสวัสดิ์รักษ์ แห่งภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ.ดร.ภญ. ฤดี เหมสถาปัตย์ แห่งภาคเภสัชวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการพัฒนาอีกด้วย ปัจจุบันผลงานดังกล่าวยังอยู่ในขั้นทดลองกับสัตว์ทดลอง หากมีผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจแล้วจะทำการทดลองกับมนุษย์ต่อไป 






ถือได้ว่าการสร้างผิวหนังเทียมสำหรับการรักษาแผลและการฟื้นฟูผิวหนังที่สามารถออกแบบให้เหมาะสมกับลักษณะของแผลผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บได้ เป็นวิธีการรักษาบาดแผลแบบใหม่ที่มีคุณภาพและทันสมัย อีกทั้งเป็นการแปรรูปวัสดุจากอุตสาหกรรมอาหารเพื่อเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้และลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้วัสดุที่เป็นสารตั้งต้นจากเจลาตินหนังปลาทำให้ผิวหนังเทียมนี้สามารถนำไปใช้กับผู้นับถือศาสนาทุกศาสนาได้อีกด้วย

 



ปลัด อว.ชูสร้างฉากทัศน์ใหม่ พลิกโฉมประเทศไทยด้วยการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง สร้าง Innovation Ecosystem ส่งเสริมด้วย Innovation Sandbox ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2565








     เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2565 ที่ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์   เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ  ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในการเปิดเวทีเสวนาในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 เรื่อง “ พลิกโฉมประเทศไทยด้วยกำลังคนสมรรถนะสูงและเส้นทางอาชีพนักวิจัย ” และปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ความท้าทายใหม่ของ อววน. เพื่อการพัฒนานักวิจัยของประเทศ

                                    

      ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า การพัฒนากำลังคนด้านการวิจัยประเทศ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและการลงทุนในเรื่องนี้จะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าประเทศใดจะพัฒนามากน้อยเพียงใด ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากเมื่อ 10 ปีก่อน ที่ไทยลงทุนด้านวิจัยเพียง 0.25% ต่อจีดีพี ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วลงทุนถึง 4% และบางประเทศอาจสูงถึง 12 %  แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยลงทุนงบวิจัยเพิ่มเป็น 1-1.1% และ ล่าสุดเพิ่มเป็น 1.3% ซึ่งถือว่ามาไกลมาก แต่ต้องทำให้ถึงเป้าหมาย 2% และถ้าได้ถึง 4%ก็ยิ่งดี 

       ปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า การสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูงซึ่งเป็นคำที่ใช้กับนักวิจัย และนักวิชาการของประเทศ ถือว่ามีความสำคัญมาก ขณะนี้ประเทศไทยมีนักวิจัยทั้งสิ้น 169,000 คน คิดเป็น 17 คน ต่อประชากร 10,000 คน มากกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่มีเพียง 12-15 คน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจะอยู่ที่ 60-100 คน หน้าที่ของพวกเราในเวทีนี้จึงอยากให้โจทย์ได้ช่วยกันคิดว่า เราควรทำอะไรอย่างไรและมีทิศทางการพัฒนาคนสมรรถนะสูงอย่างไร ที่จะพลิกโฉมประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ทั้งนี้กระทรวง อว.ซึ่งตั้งมาเพียง 3 ปี ได้พยายามทำทุกวิถีทางในการสร้างอีโค่ซิสเต็มให้เกิดแรงจูงใจแก่เส้นทางวิชาชีพนักวิจัยให้ดีที่สุดโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ขับเคลื่อนและหนุนเสริมกำลังคนวิชาการ กำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ภาคการผลิตและภาคความต้องการใช้ประโยชน์จากกำลังคนสมรรถนะสูง สอดล้องและสมดุลกัน โดยมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่1. การผลิตกำลังคนคุณภาพสูงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม อาทิ โครงการ EEC, Work-integrated Learning และการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ได้ดำเนินการปฏิรูปการอุดมศึกษาควบคู่ ผ่านการใช้กระบวนการ Higher Education Sandbox  กลไกนวัตกรรมการอุดมศึกษา ในการพัฒนาหลักสูตรทดลอง เพื่อผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งกลไกอื่น ๆ อาทิ การส่งเสริมการเรียนข้ามสถาบัน การจัดตั้งธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) 2.การเคลื่อนย้าย แลกเปลี่ยน เพื่อป้อนกำลังคนคุณภาพสูงเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับการลงทุนด้านการวิจัยของประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้น BCG และการลงทุนขนาดใหญ่ อาทิ การพัฒนาเครื่องโทคาแมค ผลิตนิวเคลียร์ฟิวชัน การสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน เป็นต้น และ3. การเติบโตในเส้นทางอาชีพนักวิจัย โดยปัจจุบันได้มีพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564  เพื่อให้นักวิจัยเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนับเป็นแรงจูงใจ (Intensive) ที่สำคัญที่จะทำให้การวิจัยเติบโตและนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งการส่งเสริมให้นักวิจัยได้เติบโตในเส้นทางอาชีพ ได้ดำเนินการเพิ่มช่องทางการขอตำแหน่งทางวิชาการอีก 5 ช่องทาง 

อย่างไรก็ตามจากการคาดการณ์ของ สอวช. คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2570  จีดีพีของ ประเทศไทยจะต้องเพิ่มอัตราส่วนการลงทุน ภาครัฐ : เอกชน 

เป็น 30:70 และเพิ่มบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเป็น 30 คนต่อประชากร 10,000 คน  เพื่อให้ระบบวิจัยก้าวหน้าสามารถดำเนินการโดยการส่งเสริม Innovation Ecosystem และการขับเคลื่อน New growth engine ด้วยนวัตกรรม โดยประเทศไทยได้กำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี และ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13  หมุดหมายแผนการพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2565-2570 สำหรับกระทรวง อว. มีกลไกที่ช่วยสนับสนุนนักวิจัยมืออาชีพเข้าสู่การเชื่อมโยงองค์ความรู้ในหลายส่วนผ่านกลไกการดำเนินโครงการ Hi -FI Consortium, Total Innovation Management Enterprise; TIME, Talent Mobility เป็นต้น โดยกระบวนการการพัฒนาดังกล่าวจะสามารถทำให้งานวิจัยของประเทศไทยมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเข้าสู่เป้าหมาย

ที่สำคัญ คือ อันดับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (Scientific infrastructure) ของประเทศไทยอยู่ในอันดับ 1ใน 30


          ปลัด อว.กล่าวว่า การพลิกโฉมประเทศไทยด้วยกำลังคนสมรรถนะสูงและเส้นทางอาชีพนักวิจัย มีการกำหนดยุทธศาสตร์โดยแบ่งออกเป็น ด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยี การบริการ การเกษตรและอาหาร โดยตั้งเป้าหมายสร้างนักเรียนมัธยมและอาชีวะ 1.9 ล้านคน เพิ่มเป็นนิสิต นักศึกษา และพัฒนาเป็นกำลังแรงงานในสถานประกอบการ 40 ล้านคน จึงมีการสร้างระบบนิเวศทางวิชาการ 

ที่ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย สถานประกอบการ และชุมชน เริ่มจากการคัดเลือกนักศึกษา การบ่มเพาะอาจารย์นักวิจัย และสนับสนุนบุคลากรจนได้ประสิทธิภาพสูงสุด  ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาการทำงานร่วมกันกับภาคอุตสาหกรรมที่เน้นในเรื่องของทักษะและพัฒนากำลังคนเฉพาะด้านให้ตอบสนองกับนโยบายของภาครัฐ 

หลังจากนั้นเป็นการเสวนา เรื่อง พลิกโฉมประเทศไทยด้วยกำลังคนสมรรถนะสูงและเส้นทางอาชีพนักวิจัย โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะซึ่งทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าการสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงมีความสำคัญต่อการพลิกโฉมประเทศไทย ซึ่งขณะนี้กระทรวง อว.มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจตลอดจนปรับแนวทางทำให้เกิดผลดีต่อการวิจัยของประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องทำเพิ่มขึ้นคือ การสร้างระบบ Innovation Ecosystem การก้าวกระโดดโดยมี Innovation Sandbox การส่งเสริมให้นักวิจัยสามารถนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่า  การสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูงไม่ควรมองแค่จำนวนแต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพ จะต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนให้มากขึ้นเพื่อตอบโจทย์วิจัยตามความต้องการของตลาด  ส่วนในภาคการศึกษาจะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ได้บัณฑิตพันธุ์ใหม่ที่มีมายด์เซ็ทเหมาะกับการเป็นผู้มีทักษะในการเข้าสู่โลกในศตวรรษที่ 21

MKRdezign

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

ขับเคลื่อนโดย Blogger.
Javascript DisablePlease Enable Javascript To See All Widget